BannerTopLogo

Home

Articles

News / Fundamental / Stock Focus

F-Score G-Score คืออะไร

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 0.00 (0 Votes)

 

F-Score G-Score คืออะไร

F Score เป็นเครื่องมือการคัดกรองหุ้น โดย Mr.Joseph D. Piotroski

เครื่องมือนี้ช่วยให้นักลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาหุ้นลงทุน และช่วยกำจัดหุ้นที่มีจุดอ่อนทางการเงินทิ้งไป ภายหลังมีการ Test 9 เกณฑ์การจัดอันดับพื้นฐานที่เขาคิดค้นขึ้น ในช่วงระหว่าง ปี 1976 และ ปี 1996 ซึ่งผลออกมาน่าพอใจ สามารถสร้างผลตอบแทน เฉลี่ย 23% ต่อปี (เลือกหุ้นแบบ Value Investing)

โดยค่า Piotroski F-Score เป็นการคิดคะแนนหุ้นพื้นฐานดีจาก 9 หัวข้อ การคิดคะแนนถ้าหัวข้อไหนผ่านให้ 1 แต้ม ไม่ผ่านให้ 0 แล้วนำคะแนนมารวมกัน โดยบริษัทที่มีค่า Piotroski F-Score สูงๆแสดงพื้นฐานอยู่ในระดับดี ซึ่งค่าที่ใช้เป็นเกณฑ์ คือ 5 เกิน 5 ขึ้นไปถือว่าแข็งแกร่ง

 

G Score นำเสนอครั้งแรกในงานวิจัยของ Mohanram, P. ในปี 2005 จากงานวิจัยชื่อ “Separating Winners from Losers among Low Book-to-Market Stocks using Financial Statement Analysis ได้วัดคุณภาพของการเติบโต (เลือกหุ้นแบบ Growth Stock) โดยใช้ตัวแปร 7 หัวข้อ (นำแนวคิดจาก F-Score มาปรับใช้)(ถ้าหัวข้อใดผ่านจะได้ 1 แต้ม มี 7 หัวข้อ = 7 แต้ม)

 

ตารางสรุปดัชนีชี้วัด F-Score, G-Score

ดัชนีชี้วัดคุณภาพบริษัท

F-Score

G-Score

1. ด้านการทำกำไร

 

 

    ROA (ROA>0)

/

/

    ROA Up (ROA เพิ่มขึ้น)

/

 

    Cash Flow (CFO>0)

/

/

    ACCRUAL (CFO>กำไรสุทธิ)

/

/

2. ด้านการอยู่รอด

 

 

    DE Down (อัตราหนี้สินต่อทุนลดลง)

/

 

    Current Ratio เพิ่มขึ้น

/

 

    EQ OFF (ไม่มีการเพิ่มทุน)

/

 

3. ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน

 

 

    GPM Up (อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น)

/

 

    AT Up (อัตราส่วนหมุนเวียนทรัพย์สินเพิ่มขึ้น)

/

 

ดัชนีชี้วัดการเติบโต

 

 

ROA Industrial (ROA> Sector Median)

 

/

Sale Growth (Sale Growth> Sector Median)

 

/

CAPEX (CAPEX> Sector Median)

 

/

ADV (ADV> Sector Median)

 

/

 

ความหมายของค่าต่างๆใน F-Score

1. ROA (ROA > 0)

Return on Asset: อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์

หุ้นที่ ROA มากกว่า 0 แสดงว่า สินทรัพย์ของบริษัทสามารถสร้างกำไรได้

ความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์ของบริษัทที่ใช้ในการดำเนินงานว่าให้ผลตอบแทนมากน้อยเพียงใด หากมีค่าสูงแสดงว่ามีการใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

2. ROA Up (ROA เพิ่มขึ้น)

คำนวณแบบเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

บริษัทที่ ROA เพิ่มขึ้นแสดงว่า สินทรัพย์สามารถทำกำไรได้มากขึ้น เกิดจากการนำสินทรัพย์ไปหารายได้ ได้เพิ่มขึ้น และควบคุมรายจ่ายได้ดี

 

3. Cash Flow (CFO>0)

Operating Cash Flow กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

หุ้นที่มี CFO หรือเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานเป็นบวก แสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรในรูปเงินสดได้ สภาพคล่องที่ดี มีเงินสดไปลงทุนและคืนหนี้ได้

 

4. ACCRUAL (CFO>กำไรสุทธิ)

บริษัทที่สามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักดอกเบี้ยได้มากกว่ากำไรสุทธิของบริษัท แสดงว่าบริษัทมีสภาพคล่องที่ดี

 

5. DE (ลดลง)

DE อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน

คำนวณแบบเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

บริษัทที่มีสัดส่วนของหนี้ที่มีดอกเบี้ยลดลง จะทำให้ความเสี่ยงทางการเงินลดลง

**กลุ่ม Bank&Finance จะไม่ถูกนำมาคำนวณ**

 

6. Current Ratio (Current Ratio เพิ่มขึ้น)

Current Ratio อัตราส่วนสภาพคล่อง

คำนวณแบบเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

อัตราส่วนสภาพคล่อง คืออัตราส่วนระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียน ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพคล่องของกิจการในการชำระหนี้ระยะสั้น ถ้าบริษัทมีอัตราส่วนสภาพคล่องสูงขึ้น แสดงว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้น

 

7. EQ OFF (ไม่มีการเพิ่มทุน)

คำนวณแบบเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

การเพิ่มทุนจะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น และกำไรต่อหุ้นลดลง เพราะฉะนั้นจึงให้คะแนนกับการไม่เพิ่มทุน

 

8. GPM (เพิ่มขึ้น)

Gross Profit Margin อัตรากำไรขั้นต้น

คำนวณแบบเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

อัตรากำไรขั้นต้นแสดงถึงความสามารถในการดำเนินงานจากธุรกิจหลักของกิจการ โดยที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ หากยิ่งเพิ่มขึ้นแสดงว่ายิ่งดียิ่งดี

 

9. AT (เพิ่มขึ้น)

Total Asset Turnover อัตราส่วนหมุนเวียนทรัพย์สิน

คำนวณแบบเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

บริษัทที่มีอัตราหมุนเวียนทรัพย์สินเพิ่มขึ้นแสดงว่ามีการจัดการภายในที่ดี สามารถนำสินทรัพย์ไปใช้ประโยชน์ในการสร้างรายได้ได้มาก

 

ความหมายของค่าต่างๆใน G-Score

1. ROA (ROA > 0)

Return on Asset: อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์

หุ้นที่ ROA มากกว่า 0 แสดงว่า สินทรัพย์ของบริษัทสามารถสร้างกำไรได้

ความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์ของบริษัทที่ใช้ในการดำเนินงานว่าให้ผลตอบแทนมากน้อยเพียงใด หากมีค่าสูงแสดงว่ามีการใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

2. Cash Flow (CFO>0)

Operating Cash Flow กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

หุ้นที่มี CFO หรือเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานเป็นบวก แสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรในรูปเงินสดได้ สภาพคล่องที่ดี มีเงินสดไปลงทุนและคืนหนี้ได้

 

3. ACCRUAL (CFO>กำไรสุทธิ)

บริษัทที่สามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักดอกเบี้ยได้มากกว่ากำไรสุทธิของบริษัท แสดงว่าบริษัทมีสภาพคล่องที่ดี

 

4. ROA Sector (ROA > Sector Median)

ค่า Median คือค่ากลางของชุดข้อมูล หุ้นที่อยู่เหนือค่ากลางได้แสดงว่าต้องมีอะไรที่พิเศษกว่าบริษัททั่วไป

 

5. Sale growth (Sale growth > Sector Median)

หุ้นที่ยอดขายโตมากกว่าค่ากลาง แสดงว่าเป็นหุ้นที่เติบโตชนะบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

 

6. CAPEX (CAPEX > Sector Median)

Capital Expenditures Budget การประมาณค่าใช้จ่ายในการลงทุน หรือเอาที่เข้าใจง่ายๆก็คือ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนซื้อสินทรัพย์มาเพื่อใช้ในการดำเนินงานของบริษัท

บริษัทจะเติบโตได้ต้องมีการลงทุน การวัดว่าหุ้นมีการลงทุนหรือไม่ ดูจากสัดส่วนการลงทุนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ว่ามากกว่าค่ากลางหรือไม่ ถ้าใช่ แสดงว่ามีโอกาสเป็นหุ้นที่เติบโตชนะบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมได้เดียวกันได้

 

7. ADV (ADV > Sector Median)

บริษัทจะเติบโตได้ต้องใช้จ่ายในการ R&D และค่าใช้จ่ายในการขาย เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตได้  การวัดว่าหุ้นมีการใช้จ่ายในการ R&D และค่าใช้จ่ายในการขายหรือไม่ ดูจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ว่ามากกว่าค่ากลางหรือไม่ ถ้าใช่ แสดงว่ามีโอกาสเป็นหุ้นทีเติบโตชนะบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ แต่สำหรับค่า R&D บริษัทในไทยยังมีงบประมาณส่วนนี้น้อย หรือไม่รวมในค่าใช้จ่ายไปเลยทำให้ไม่สามารถวัดการใช้จ่ายในส่วนนี้ได้โดยตรงจากในงบ

 

แหล่งอ้างอิง

Piotroski,  J.  “Value  Investing:  The  Use  of  Historical  Financial  Statement  Information  to  Separate Winners from Losers”, Journal of Accounting Research, Vol.38 Supplement 2000, pp. 1-41

Mohanram,  P.,  “Separating  Winners  from  Losers  among  Low  Book-to-Market  Stocks  using  Financial Statement Analysis”, Review of Accounting Studies, 2005, pp. 133-170.

 

ดูหุ้นที่ขึ้นแรง/ลงแรง Comparative Relative Strength (SET Index)

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 0.00 (0 Votes)

 

Comparative Relative Strength (SET Index)

ใช้สำหรับเปรียบเทียบว่า หุ้นตัวใดที่มีทิศทางราคาขึ้นแรงกว่าตลาดหุ้น หรือ ลงแรงกว่าตลาดหุ้น อีกทั้งยังแสดงข้อมูลในด้านงบการเงินเปรียบเทียบกัน เพื่อช่วยในการสังเกตพฤติกรรมของหุ้น รวมถึงยังสามารถวิเคราะห์กำไรสุทธิได้ไปพร้อมๆกันอีกด้วย

วิธีการเรียกใช้งาน

กดเลือกไปที่เมนู Fundamental --> Comparative Relative Strength

 

รายละเอียดและส่วนประกอบต่างๆ

 

1. Market : เลือกตลาด โดยค่าเริ่มต้นจะแสดงเป็น SET และมีให้เลือก SET50, SET100 (ขึ้นอยู่กับสิทธิการใช้งานของแต่ละ Package)

2. Sort : Outperform/Underperform

           Outperform : แสดงหุ้นที่ขึ้นมากกว่า SET Index

           Underperform : แสดงหุ้นที่ลงมากกว่า SET Index

3. Period : ช่วงเวลาในการเปรียบเทียบ ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 1 Day(s) สามารถเลือกได้สูงสุด 12 Month(s) (ขึ้นอยู่กับสิทธิการใช้งานของแต่ละ Package)

4. Infographic : แสดงภาพลำดับของหุ้น ค่าเริ่มต้นจะถูกตั้งให้เป็น On หากไม่ต้องการให้แสดงภาพดังกล่าว ให้เลือกที่ Off

5. Go : ใช้สำหรับกดเพื่อดึงข้อมูล

6. ภาพแสดงลำดับของหุ้น

7. SET Change : แสดงค่า %Chg ของ SET Index

8. Symbol : ช่องสำหรับแสดงชื่อหุ้น

9. %Chg : แสดงค่า %Chg ของหุ้นเมื่อเทียบกับราคา Last

10. Net Profit Chg. QoQY : แสดงภาพลูกศรชี้ขึ้นและลง ได้มาจากการเปรียบเทียบค่า %Chg ของช่องที่ 11

11. Net Profit : แสดงค่า QoQY กับ Last Quarter (QoQY แสดงไตรมาสเดียวกันแต่คนละปีจาก Last Quarter)

12. As of Date : แสดงวันที่ปิดงบการเงิน Quarter ล่าสุด (หุ้นแต่ละตัวอาจมีวันปิดรอบบัญชีที่ไม่เท่ากัน)

 

หมายเหตุ : สิทธิการใช้งานขึ้นอยู่กับ Package ที่นักลงทุนใช้งานอยู่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละ Package

 

ดูหุ้นจากพื้นฐาน Fundamental Status

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 3.31 (8 Votes)

 

Fundamental Status 

     เป็นการนำเอาค่าต่างๆทางปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญๆ มาแสดงในรูปแบบ Ranking เปรียบเทียบกับ Set, Sector หรือเทียบกับ Industry

ประโยชน์

     สามารถรู้ได้ทันทีว่าหุ้นตัวที่สนใจนั้นมีปัจจัยพื้นฐานดีอยู่ในลำดับที่เท่าใด เมื่อเทียบกับ Set, Sector หรือเทียบกับ Industry เพื่อง่ายต่อการวิเคราะห์แต่ละปัจจัย แต่เพื่อการเปรียบเทียบที่ถูกต้อง แนะนำควรเปรียบเทียบกันแบบ Sector หรือ Industry

วิธีการเรียกใช้งาน

กดที่ Fundamental --> Fundamental Status

 

ส่วนประกอบต่างๆของ Fundamental Status

1. ใช้สำหรับใส่ชื่อหุ้น และเลือกว่าจะให้เปรียบเทียบกับตลาดใด

2. แสดงชื่อหุ้น ราคาล่าสุด, ค่า PE, ค่า PBV, ค่า DPS

3. แสดงข้อมูลของบริษัทนั้นๆ ว่าดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอะไร

 

4. แสดงข้อมูลปัจจัยพื้นฐานแบบ Ranking แสดงหัวข้อดังนี้

    ปัจจัยด้านการต่อสู้ แข่งขันกับบริษัทอื่น

    - Revenue Growth     แสดงถึงการเติบโตของรายได้ (คิดเป็น %)

    - Net Profit Growth    แสดงถึงการเติบโตของกำไรสุทธิ (คิดเป็น %)

    - %Dividend Yield     แสดงถึงผลตอบแทนของเงินปันผล

    - G-Score                 ยิ่งตัวเลขมาก แสดงว่าบริษัทนั้นๆเติบโตสูงและมีคุณภาพ

    ปัจจัยด้านการป้องกัน ที่ส่งผลให้บริษัทแข็งแกร่ง

    - D/E                       หนี้สินต่อทุน ยิ่งน้อยยิ่งดี

    - ROE Last 4Q          อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น 4 ไตรมาสล่าสุด (คิดเป็น %)

    - Fix Asset Turnover  อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร (คิดเป็น %)

    - Operating Cash Flow/Revenue    กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (คิดเป็น %)

    - F-Score                  แสดงถึงความแข็งแกร่งด้านงบการเงิน

    ปัจจัยด้านผลตอบแทน

    - Price Return 3 Years    ราคาปรับตัวสูงขึ้นกี่ % ในรอบ 3 ปี

    - Price Return 5 Years    ราคาปรับตัวสูงขึ้นกี่ % ในรอบ 5 ปี

    - Price Return 8 Years    ราคาปรับตัวสูงขึ้นกี่ % ในรอบ 8 ปี

 

หมายเหตุ : หัวข้อที่เห็นอาจแตกต่างกันตาม Package ที่ใช้งาน

 

5. ตัวอักษรภาษาอังกฤษ แสดงเกรดของค่านั้นๆ ว่าเมื่อเทียบกันแล้วใน Set, Sector หรือเทียบกับ Industry เดียวกัน จากค่าพื้นฐานค่านี้จะได้เกรดอยู่ที่เท่าใด

เกรดที่ดีที่สุด คือ A+ และเกรดที่น้อยที่สุดคือ D

**อ้างอิงการแบ่งเกรด โดยการคำนวณแบบ Normalized T Score**  

 

6. แสดงลำดับของหุ้นตัวนั้นเทียบกับ Set, Sector หรือเทียบกับ Industry เดียวกัน ว่าอยู่ในลำดับที่เท่าใดจากทั้งหมดในกลุ่มนั้น ซึ่งสามารถ Double click ที่ตัวเลข ระบบจะแสดง Ranking ขึ้นมาให้ทั้งหมด

 

 

การใช้ Dividend Analysis วิเคราะห์เงินปันผล

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 3.50 (3 Votes)

 

การใช้ Dividend Analysis วิเคราะห์เงินปันผล

 

Dividend Analysis แสดงตารางวิเคราะห์เกี่ยวกับสถิติการจ่ายเงินปันผล

วิธีเรียกใช้งาน

เลือกเมนู Fundamental --> Analysis --> Dividend Analysis

 

dividen2.png

 

เทคนิคการใช้งาน

ให้เลือกหุ้นที่มีการปันผลต่อหุ้นสูงขึ้นทุกปี แต่อาจต้องวิเคราะห์เรื่องประวัติราคาในอดีตเพิ่มเติมว่า มีการแตกพาร์หรือไม่เพื่อประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง

 

Fundamental Ranking

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 5.00 (1 Vote)

 

Fundamental Ranking

ใช้สำหรับวิเคราะห์การเติบโตในด้านงบการเงินของบริษัทที่สนใจ เพื่อเปรียบเทียบเทียบว่าไตรมาสเดียวกันแต่คนละปีของบริษัทใด มีอัตราการเติบโตที่ดีที่สุด ทั้งนี้สามารถเริ่มเปรียบเทียบได้ตั้งแต่ งบการเงินของไตรมาสล่าสุด ย้อนหลังไปได้ถึง 4 ไตรมาส

โดยจะเรียงลำดับจากบริษัทที่มีการเติบโตดีที่สุดเป็นลำดับแรก (คิดจาก %Chg ไตรมาสล่าสุด เทียบกับ ไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี) และเรียงลำดับถัดมาเรื่อยๆจนครบ 50 ตัว

 

วิธีการเรียกใช้งาน

กดเลือกที่เมนู Fundamental --> Fundamental Ranking

 

Fundamental Ranking แบ่งเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่

1. Fundamental Ranking : Net Profit Growth

แสดงข้อมูลกำไรสุทธิที่สอบทานเรียบร้อยแล้วแบบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี โดยมีให้เลือกเปรียบเทียบได้ตั้งแต่ 3M, 6M, 9M, 12M

3M คือ ไตรมาสล่าสุด เช่น ปัจจุบันหุ้น A ประกาศงบการเงินที่สอบทานเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นของไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเปรียบเทียบแบบ 3M คือ เทียบ Q2/58 กับ Q2/57

6M คือ นำ 2 ไตรมาสล่าสุดบวกกัน เช่น ปัจจุบันหุ้น A ประกาศงบการเงินที่สอบทานเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นของไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเปรียบเทียบแบบ 6M คือ นำ Q2/58+Q1/58 เทียบ Q2/57+Q1/57

9M คือ นำ 3 ไตรมาสล่าสุดบวกกัน เช่น ปัจจุบันหุ้น A ประกาศงบการเงินที่สอบทานเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นของไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเปรียบเทียบแบบ 9M คือ นำ Q2/58 + Q1/58 + Q4/57 เทียบ Q2/57 + Q1/57 + Q4/56

12M คือ นำ 4 ไตรมาสล่าสุดบวกกัน เช่น ปัจจุบันหุ้น A ประกาศงบการเงินที่สอบทานเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นของไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเปรียบเทียบแบบ 12M คือ นำ Q2/58 + Q1/58 + Q4/57 + Q3/57 เทียบ Q2/57 + Q1/57 + Q4/56 + Q3/56

 

2. Fundamental Ranking : Revenue Growth

แสดงข้อมูลรายได้สอบทานเรียบร้อยแล้วแบบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี โดยมีให้เลือกเปรียบเทียบได้ตั้งแต่ 3M, 6M, 9M, 12M

3M คือ ไตรมาสล่าสุด เช่น ปัจจุบันหุ้น A ประกาศงบการเงินที่สอบทานเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นของไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเปรียบเทียบแบบ 3M คือ เทียบ Q2/58 กับ Q2/57

6M คือ นำ 2 ไตรมาสล่าสุดบวกกัน เช่น ปัจจุบันหุ้น A ประกาศงบการเงินที่สอบทานเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นของไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเปรียบเทียบแบบ 6M คือ นำ Q2/58+Q1/58 เทียบ Q2/57+Q1/57

9M คือ นำ 3 ไตรมาสล่าสุดบวกกัน เช่น ปัจจุบันหุ้น A ประกาศงบการเงินที่สอบทานเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นของไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเปรียบเทียบแบบ 9M คือ นำ Q2/58 + Q1/58 + Q4/57 เทียบ Q2/57 + Q1/57 + Q4/56

12M คือ นำ 4 ไตรมาสล่าสุดบวกกัน เช่น ปัจจุบันหุ้น A ประกาศงบการเงินที่สอบทานเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นของไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเปรียบเทียบแบบ 12M คือ นำ Q2/58 + Q1/58 + Q4/57 + Q3/57 เทียบ Q2/57 + Q1/57 + Q4/56 + Q3/56

 

3. Fundamental Ranking : Net Profit Margin Growth

แสดงข้อมูลอัตรากำไรสุทธิสอบทานเรียบร้อยแล้วแบบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี โดยมีให้เลือกเปรียบเทียบได้ตั้งแต่ 3M, 6M, 9M, 12M

3M คือ ไตรมาสล่าสุด เช่น ปัจจุบันหุ้น A ประกาศงบการเงินที่สอบทานเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นของไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเปรียบเทียบแบบ 3M คือ เทียบ Q2/58 กับ Q2/57

6M คือ นำ 2 ไตรมาสล่าสุดบวกกัน เช่น ปัจจุบันหุ้น A ประกาศงบการเงินที่สอบทานเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นของไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเปรียบเทียบแบบ 6M คือ นำ Q2/58+Q1/58 เทียบ Q2/57+Q1/57

9M คือ นำ 3 ไตรมาสล่าสุดบวกกัน เช่น ปัจจุบันหุ้น A ประกาศงบการเงินที่สอบทานเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นของไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเปรียบเทียบแบบ 9M คือ นำ Q2/58 + Q1/58 + Q4/57 เทียบ Q2/57 + Q1/57 + Q4/56

12M คือ นำ 4 ไตรมาสล่าสุดบวกกัน เช่น ปัจจุบันหุ้น A ประกาศงบการเงินที่สอบทานเรียบร้อยแล้วออกมาเป็นของไตรมาสที่ 2 ของปี 2558 การเปรียบเทียบแบบ 12M คือ นำ Q2/58 + Q1/58 + Q4/57 + Q3/57 เทียบ Q2/57 + Q1/57 + Q4/56 + Q3/56

 

ความหมายต่างๆใน Fundamental Ranking

 

1. Ranking Type : มีให้เลือกดู 3 หัวข้อ ได้แก่

    - Net Profit Growth สำหรับดูการเติบโตของกำไรสุทธิแบบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

    - Revenue Growth สำหรับดูการเติบโตของรายได้แบบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

    - Net Profit Margin Growth สำหรับดูอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ

2. Period : มีให้เลือกตั้งแต่ 3M, 6M, 9M, 12M

    -  3M แสดงไตรมาสล่าสุด (ของงบที่สอบทานแล้ว)

    - 6M นำ 2 ไตรมาสล่าสุดบวกรวมกัน

    - 9M นำ 3 ไตรมาสล่าสุดบวกรวมกัน

    - 12M นำ 4 ไตรมาสล่าสุดบวกรวมกัน

3. Select Group : เลือกกลุ่มที่ต้องการเปรียบเทียบ โดยมีใหเลือกตั้งแต่ SET, SET50, SET100, MAI, Sector (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิทธิการใช้งานของแต่ละ Package ที่ท่านได้รับ)

4. Infographic : ใช้สำหรับเปิดปิดภาพของ Ranking ที่แสดงอยู่ โดยค่าเริ่มต้นจะเป็น On

5. ภาพ Graphic แสดงหุ้น 5 ลำดับแรกที่เข้าเงื่อนไข

6. Symbol : แสดงชื่อหุ้น

7. Prev(3M) QoQy : แสดงค่าไตรมาสเดียวกันแต่คนละปีของช่องหมายเลข 8

8. Last(3M) : แสดงค่าไตรมาสล่าสุด

9. %Chg : แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงของค่าในช่องหมาย 7 เทียบค่าในช่องหมายเลข 8

10. As of date : แสดงวันที่ปิดงบการเงินล่าสุดที่สอบทานแล้ว (หุ้นแต่ละตัวอาจมีรอบบัญชีที่แตกต่างกัน)

 

หมายเหตุ : สิทธิการใช้งานขึ้นอยู่กับ Package ที่นักลงทุนใช้งานอยู่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละ Package

 

หน้าหลัก
ปัญหาที่พบบ่อย
คู่มือการใช้งาน
ดาวน์โหลดคู่มือ
คำศัพท์น่ารู้
แจ้งปัญหาเพิ่มเติม