BannerTopLogo

Home

Articles

efin StockPickUp

Bar Trade บนโปรแกรม efin StockPickUp

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 0.00 (0 Votes)

 

Bar Trade บนโปรแกรม efin StockPickUp

Bar Trade บนโปรแกรม efin StockPickUp จะสามารถใช้งานได้เฉพาะ บล. ที่มีเปิดให้บริการโปรแกรม efin Trade+ 15 บล.เท่านั้น ทั้งนี้ผู้ใช้งานสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้เหมือนปกติที่เคยใช้งานบน efin Trade+ และยังสามารถดูข้อมูลบนโปรแกรม efin StockPickUp เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลไปได้ในเวลาเดียวกันอีกด้วย

 

Bar Trade บนโปรแกรม efin StockPickUp มีวิธีการเข้าใช้งาน 2 แบบได้แก่

แบบที่ 1 แบบ Auto Login โดยจะสามารถใช้งาน Bar Trade ได้ทันที

1.1 เปิดโปรแกรม efin StockPickUp

1.2 กดไปที่ปุ่ม News Bar

 

1.3 กดที่ปุ่ม efin Trade+

 

1.4 สามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ทันที

 

แบบที่ 2 แบบต้อง Log in

2.1 เปิดโปรแกรม efin StockPickUp

2.2 กดไปที่ปุ่ม News Bar

 

2.3 กดที่ปุ่ม efin Trade+

 

2.4 เลือก Broker ที่ใช้งานอยู่ โดยระบบจะ Default ให้เป็น Broker ที่ผู้ใช้เข้าผ่าน efin StockPickUp มา

2.5 Log in ด้วย Username ที่ใช้ในการส่งคำสั่งซื้อขาย

 

2.6 สามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ทันที

 

 

Trade Line ส่งคำสั่งผ่านกราฟ

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 0.00 (0 Votes)

 

Trade Line ส่งคำสั่งผ่านกราฟ

 

วิธีการใช้งานเส้น Trade Line บนโปรแกรม efin StockPickUp

Trade Line คือเส้นสำหรับตั้งส่งคำสั่งซื้อขายบนกราฟแบบ Real Time เพื่อเพิ่มความสะดวกในการส่งคำสั่ง ทั้งนี้การใช้งานเส้น Trade Line ไม่ใช่การส่งคำสั่งแบบอัตโนมัติ ผู้ใช้งานยังคงต้องกดปุ่ม OK เพื่อเป็นการยืนยันการส่งคำสั่งด้วยตัวท่านเองอีกครั้ง รองรับเฉพาะ Equity และ บริษัทหลักทรัพย์ที่เปิดใช้บริการ Bar Trade เท่านั้น (บริษัทหลักทรัพย์ที่มีบริการ efin Trade+)

Trade Line สามารถเลือกใช้งานได้ 2 เส้น ได้แก่

Buy Line         สำหรับตั้งคำสั่งเพื่อซื้อ

Sell Line          สำหรับตั้งคำสั่งเพื่อขาย

 

1. คลิกเพื่อใช้งานเส้น Trade Line ได้ที่ icon ดังรูป

2. เลือกเส้นว่าต้องการใช้งานเส้น Buy Line(สำหรับตั้งคำสั่งซื้อ) หรือ Sell Line(สำหรับตั้งคำสั่งขาย)

 

3. หลังจากคลิกที่ปุ่ม Trade Line แล้ว ให้คลิก 1 ครั้งบริเวณราคาที่ต้องการบนกราฟ

4. จะขึ้นกล่อง Order Line สำหรับการตั้งค่า โดยสามารถระบุราคา, จำนวนเงิน(Budget) จากนั้นระบบจะคำนวณจำนวนหุ้นให้แบบอัตโนมัติ

5. เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้วให้กดปุ่ม Done

 

6. จะปรากฎเส้น Trade Line ที่ต้องการบนกราฟ

 

ยกตัวอย่างจากรูป

ตั้งคำสั่งเส้น Buy Line บนกราฟหุ้น BEAUTY

บนเส้นจะแสดงคำสั่ง  Order Buy > 15.20 Volume 600 เมื่อราคา Last ของหุ้น Beauty มีราคามากกว่า 15.20 บาท จะทำการส่งคำสั่งเพื่อซื้อราคา MP ที่จำนวน 600 หุ้น ไปยัง Bar Trade

โดยจะปรากฎกล่อง Order Confirmation แสดงรายละเอียดคำสั่งเพื่อให้ผู้ใช้งานตรวจสอบคำสั่ง เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้วให้กดปุ่ม OK เพื่อเป็นการยืนยันการส่งคำสั่งไปยัง Bar Trade

 

โดยผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบคำสั่งที่ส่งออกไปแล้วได้ที่ View Order

 

7. หากต้องการลบเส้น Trade Line สามารถทำได้โดยคลิกที่เส้น 1 ครั้ง แล้วกดปุ่ม Delete หรือคลิกขวาที่เส้นแล้วเลือก Remove

 

หมายเหตุ :

* ในการใช้งานเส้น Trade Line ผู้ใช้งานจำเป็นจะต้องเปิดโปรแกรมไว้ตลอดเวลา เพื่อให้โปรแกรมทำงาน หากโปรแกรมขึ้น Offline หรือข้อมูลไม่ Real Time เส้น Trade Line จะไม่ทำงานตามคำสั่งที่ผู้ใช้งานตั้งไว้

** หากปิดโปรแกรม efin StockPickUp เส้น Trade Line จะถูก Disable การใช้งานไปโดยอัตโนมัติ เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาใหม่อีกครั้งและต้องการใช้งาน ให้คลิกขวาที่เส้น Trade Line แล้วเลือก Enable เพื่อเปิดการใช้งาน

*** รองรับเฉพาะ Equity เท่านั้น

 

 

การเข้าใช้งานผ่านบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด (YUANTA)

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 0.00 (0 Votes)

 

การเข้าใช้งานผ่านบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด (YUANTA)

 

1.  Log in เข้าสู่ระบบผ่านหน้าเว็ปไซต์ www.yuantathai.com

 

2. กดเลือกที่ efin StockPickUp

 

3. ระบบจะนำไปยังหน้าเว็ปไซต์ของ efinanceThai เพื่อเปิดใช้งาน

    3.1 กดที่ efin StockPickUp

    3.2 กดปุ่ม Start สีเขียวเพื่อเปิดใช้งานโปรแกรม

 

 

F-Score G-Score คืออะไร

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 0.00 (0 Votes)

 

F-Score G-Score คืออะไร

F Score เป็นเครื่องมือการคัดกรองหุ้น โดย Mr.Joseph D. Piotroski

เครื่องมือนี้ช่วยให้นักลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาหุ้นลงทุน และช่วยกำจัดหุ้นที่มีจุดอ่อนทางการเงินทิ้งไป ภายหลังมีการ Test 9 เกณฑ์การจัดอันดับพื้นฐานที่เขาคิดค้นขึ้น ในช่วงระหว่าง ปี 1976 และ ปี 1996 ซึ่งผลออกมาน่าพอใจ สามารถสร้างผลตอบแทน เฉลี่ย 23% ต่อปี (เลือกหุ้นแบบ Value Investing)

โดยค่า Piotroski F-Score เป็นการคิดคะแนนหุ้นพื้นฐานดีจาก 9 หัวข้อ การคิดคะแนนถ้าหัวข้อไหนผ่านให้ 1 แต้ม ไม่ผ่านให้ 0 แล้วนำคะแนนมารวมกัน โดยบริษัทที่มีค่า Piotroski F-Score สูงๆแสดงพื้นฐานอยู่ในระดับดี ซึ่งค่าที่ใช้เป็นเกณฑ์ คือ 5 เกิน 5 ขึ้นไปถือว่าแข็งแกร่ง

 

G Score นำเสนอครั้งแรกในงานวิจัยของ Mohanram, P. ในปี 2005 จากงานวิจัยชื่อ “Separating Winners from Losers among Low Book-to-Market Stocks using Financial Statement Analysis ได้วัดคุณภาพของการเติบโต (เลือกหุ้นแบบ Growth Stock) โดยใช้ตัวแปร 7 หัวข้อ (นำแนวคิดจาก F-Score มาปรับใช้)(ถ้าหัวข้อใดผ่านจะได้ 1 แต้ม มี 7 หัวข้อ = 7 แต้ม)

 

ตารางสรุปดัชนีชี้วัด F-Score, G-Score

ดัชนีชี้วัดคุณภาพบริษัท

F-Score

G-Score

1. ด้านการทำกำไร

 

 

    ROA (ROA>0)

/

/

    ROA Up (ROA เพิ่มขึ้น)

/

 

    Cash Flow (CFO>0)

/

/

    ACCRUAL (CFO>กำไรสุทธิ)

/

/

2. ด้านการอยู่รอด

 

 

    DE Down (อัตราหนี้สินต่อทุนลดลง)

/

 

    Current Ratio เพิ่มขึ้น

/

 

    EQ OFF (ไม่มีการเพิ่มทุน)

/

 

3. ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน

 

 

    GPM Up (อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น)

/

 

    AT Up (อัตราส่วนหมุนเวียนทรัพย์สินเพิ่มขึ้น)

/

 

ดัชนีชี้วัดการเติบโต

 

 

ROA Industrial (ROA> Sector Median)

 

/

Sale Growth (Sale Growth> Sector Median)

 

/

CAPEX (CAPEX> Sector Median)

 

/

ADV (ADV> Sector Median)

 

/

 

ความหมายของค่าต่างๆใน F-Score

1. ROA (ROA > 0)

Return on Asset: อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์

หุ้นที่ ROA มากกว่า 0 แสดงว่า สินทรัพย์ของบริษัทสามารถสร้างกำไรได้

ความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์ของบริษัทที่ใช้ในการดำเนินงานว่าให้ผลตอบแทนมากน้อยเพียงใด หากมีค่าสูงแสดงว่ามีการใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

2. ROA Up (ROA เพิ่มขึ้น)

คำนวณแบบเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

บริษัทที่ ROA เพิ่มขึ้นแสดงว่า สินทรัพย์สามารถทำกำไรได้มากขึ้น เกิดจากการนำสินทรัพย์ไปหารายได้ ได้เพิ่มขึ้น และควบคุมรายจ่ายได้ดี

 

3. Cash Flow (CFO>0)

Operating Cash Flow กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

หุ้นที่มี CFO หรือเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานเป็นบวก แสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรในรูปเงินสดได้ สภาพคล่องที่ดี มีเงินสดไปลงทุนและคืนหนี้ได้

 

4. ACCRUAL (CFO>กำไรสุทธิ)

บริษัทที่สามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักดอกเบี้ยได้มากกว่ากำไรสุทธิของบริษัท แสดงว่าบริษัทมีสภาพคล่องที่ดี

 

5. DE (ลดลง)

DE อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน

คำนวณแบบเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

บริษัทที่มีสัดส่วนของหนี้ที่มีดอกเบี้ยลดลง จะทำให้ความเสี่ยงทางการเงินลดลง

**กลุ่ม Bank&Finance จะไม่ถูกนำมาคำนวณ**

 

6. Current Ratio (Current Ratio เพิ่มขึ้น)

Current Ratio อัตราส่วนสภาพคล่อง

คำนวณแบบเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

อัตราส่วนสภาพคล่อง คืออัตราส่วนระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียน ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพคล่องของกิจการในการชำระหนี้ระยะสั้น ถ้าบริษัทมีอัตราส่วนสภาพคล่องสูงขึ้น แสดงว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้น

 

7. EQ OFF (ไม่มีการเพิ่มทุน)

คำนวณแบบเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

การเพิ่มทุนจะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น และกำไรต่อหุ้นลดลง เพราะฉะนั้นจึงให้คะแนนกับการไม่เพิ่มทุน

 

8. GPM (เพิ่มขึ้น)

Gross Profit Margin อัตรากำไรขั้นต้น

คำนวณแบบเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

อัตรากำไรขั้นต้นแสดงถึงความสามารถในการดำเนินงานจากธุรกิจหลักของกิจการ โดยที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ หากยิ่งเพิ่มขึ้นแสดงว่ายิ่งดียิ่งดี

 

9. AT (เพิ่มขึ้น)

Total Asset Turnover อัตราส่วนหมุนเวียนทรัพย์สิน

คำนวณแบบเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันแต่คนละปี

บริษัทที่มีอัตราหมุนเวียนทรัพย์สินเพิ่มขึ้นแสดงว่ามีการจัดการภายในที่ดี สามารถนำสินทรัพย์ไปใช้ประโยชน์ในการสร้างรายได้ได้มาก

 

ความหมายของค่าต่างๆใน G-Score

1. ROA (ROA > 0)

Return on Asset: อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์

หุ้นที่ ROA มากกว่า 0 แสดงว่า สินทรัพย์ของบริษัทสามารถสร้างกำไรได้

ความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์ของบริษัทที่ใช้ในการดำเนินงานว่าให้ผลตอบแทนมากน้อยเพียงใด หากมีค่าสูงแสดงว่ามีการใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

2. Cash Flow (CFO>0)

Operating Cash Flow กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

หุ้นที่มี CFO หรือเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานเป็นบวก แสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรในรูปเงินสดได้ สภาพคล่องที่ดี มีเงินสดไปลงทุนและคืนหนี้ได้

 

3. ACCRUAL (CFO>กำไรสุทธิ)

บริษัทที่สามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักดอกเบี้ยได้มากกว่ากำไรสุทธิของบริษัท แสดงว่าบริษัทมีสภาพคล่องที่ดี

 

4. ROA Sector (ROA > Sector Median)

ค่า Median คือค่ากลางของชุดข้อมูล หุ้นที่อยู่เหนือค่ากลางได้แสดงว่าต้องมีอะไรที่พิเศษกว่าบริษัททั่วไป

 

5. Sale growth (Sale growth > Sector Median)

หุ้นที่ยอดขายโตมากกว่าค่ากลาง แสดงว่าเป็นหุ้นที่เติบโตชนะบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

 

6. CAPEX (CAPEX > Sector Median)

Capital Expenditures Budget การประมาณค่าใช้จ่ายในการลงทุน หรือเอาที่เข้าใจง่ายๆก็คือ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนซื้อสินทรัพย์มาเพื่อใช้ในการดำเนินงานของบริษัท

บริษัทจะเติบโตได้ต้องมีการลงทุน การวัดว่าหุ้นมีการลงทุนหรือไม่ ดูจากสัดส่วนการลงทุนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ว่ามากกว่าค่ากลางหรือไม่ ถ้าใช่ แสดงว่ามีโอกาสเป็นหุ้นที่เติบโตชนะบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมได้เดียวกันได้

 

7. ADV (ADV > Sector Median)

บริษัทจะเติบโตได้ต้องใช้จ่ายในการ R&D และค่าใช้จ่ายในการขาย เพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตได้  การวัดว่าหุ้นมีการใช้จ่ายในการ R&D และค่าใช้จ่ายในการขายหรือไม่ ดูจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ว่ามากกว่าค่ากลางหรือไม่ ถ้าใช่ แสดงว่ามีโอกาสเป็นหุ้นทีเติบโตชนะบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ แต่สำหรับค่า R&D บริษัทในไทยยังมีงบประมาณส่วนนี้น้อย หรือไม่รวมในค่าใช้จ่ายไปเลยทำให้ไม่สามารถวัดการใช้จ่ายในส่วนนี้ได้โดยตรงจากในงบ

 

แหล่งอ้างอิง

Piotroski,  J.  “Value  Investing:  The  Use  of  Historical  Financial  Statement  Information  to  Separate Winners from Losers”, Journal of Accounting Research, Vol.38 Supplement 2000, pp. 1-41

Mohanram,  P.,  “Separating  Winners  from  Losers  among  Low  Book-to-Market  Stocks  using  Financial Statement Analysis”, Review of Accounting Studies, 2005, pp. 133-170.

 

การเข้าใช้งานผ่านบริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส จำกัด (ASP)

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 0.00 (0 Votes)

 

การเข้าใช้งานผ่านบริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส จำกัด (ASP)

 

1.  Log in เข้าสู่ระบบผ่านหน้าเว็ปไซต์ www.asiaplus.co.th

 

2. กดเลือกที่ ASP efinance

 

3. ระบบจะนำไปยังหน้าเว็ปไซต์ของ efinanceThai เพื่อเปิดใช้งาน

    3.1 กดที่ efin StockPickUp

    3.2 กดปุ่ม Start สีเขียวเพื่อเปิดใช้งานโปรแกรม

 

 

หน้าหลัก
ปัญหาที่พบบ่อย
คู่มือการใช้งาน
ดาวน์โหลดคู่มือ
คำศัพท์น่ารู้
แจ้งปัญหาเพิ่มเติม